29 มกราคม 2553

มิตรลาวส่งออกน้ำตาลล็อตแรกไปสหภาพยุโรป

บริษัท น้ำตาลมิตรลาว จำกัด ในกลุ่มมิตรผล ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายน้ำตาล ภายใต้แบรนด์ “มิตรลาว” ได้ฤกษ์โหลดน้ำตาลทรายดิบคุณภาพสูงล็อตแรก ลงเรือไปจำหน่ายยังสหภาพยุโรปแล้ววันนี้ พร้อมเดินหน้าเร่งส่งเสริมเกษตรกรชาวไร่อ้อยเพิ่มผลผลิตป้อนโรงงานรอบการผลิต 2552/2553 ไม่น้อยกว่า 70% นายบรรเทิง ว่องกุศลกิจ กรรมการผู้จัดการ บริษัท น้ำตาลมิตรลาว จำกัด กล่าวว่า ในรอบการผลิต 2551/2552 มิตรลาวมีปริมาณอ้อยเข้าหีบทั้งสิ้น 230,000 ตันอ้อย คิดเป็นน้ำตาลที่ผลิตได้ทั้งสิ้น 23,150 ตัน โดยบริษัทฯ ได้จัดสรรน้ำตาลจำนวน 22,940 ตัน ส่งจำหน่ายไปยังสหภาพยุโรปตามสัญญาที่ทำไว้กับบริษัท เทด แอนด์ ไลล์ ผู้ค้าน้ำตาลรายใหญ่ของโลก ผ่านกระบวนการโลจิสติกส์โดยบริษัท ยูไนเต็ด แสตนดาร์ด เทอร์มินัล จำกัด(มหาชน) ซึ่งดำเนินการขนส่งน้ำตาลจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) มายังท่าเรือ แหลมฉบัง และส่งต่อให้บริษัท อ่าวไทยคลังสินค้า จำกัด ดำเนินการส่งออก โดยจะใช้เวลาขนส่งประมาณ 40 วันจึงจะขึ้นน้ำตาลที่ลอนดอน ประเทศอังกฤษ ส่วนน้ำตาลที่เหลือบริษัทฯคาดว่าจะจัดจำหน่ายเพื่อการบริโภคภายในสปป.ลาว ได้ในไตรมาส 3/2552 ปัจจุบันบริษัทฯ ได้ขยายพื้นที่เพาะปลูกไปยังเมืองอุทุมพร แขวงสะหวันนะเขต และเมืองเซบั้งไฟ แขวงคำม่วน ซึ่งอยู่ใกล้เคียง โดยมีพื้นที่ปลูกอ้อยในปีการผลิต 2551/2552 เป็นจำนวนทั้งสิ้น 40,000 ไร่ และคาดว่าในปี การผลิต 2552/53 บริษัทฯจะขอสัมปทานพื้นที่เพิ่มอีก 62,500 ไร่ เพื่อขยายกำลังการผลิต เป็น 450,000 ตันอ้อย หรือราว 5,000 ตัน/วัน ซึ่งจะทำให้สามารถผลิตน้ำตาลได้ประมาณ 50,000 ตัน “จากผลผลิตอ้อยที่ได้ตามเป้าในรอบการผลิต 25521/2552 ทำให้เรายิ่งสนับสนุนให้มีการส่งเสริมให้ชุมชน ในพื้นที่รอบโรงงานปลูกอ้อยอย่างถูกวิธี เพื่อให้ได้อ้อยคุณภาพที่มีค่าความหวานและผลผลิตต่อไร่สูงขึ้น รวมถึงเร่งขยายพื้นที่แปลงปลูกเพื่อให้รองรับกำลังการผลิตที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต ซึ่งเป็นการสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งให้กับธุรกิจของกลุ่มมิตรผลในประเทศลาว โดยเราคาดว่าด้วยระบบการส่งเสริมที่มีประสิทธิภาพจะสามารถ เพิ่มชาวไร่อ้อยคู่สัญญาได้อีกไม่น้อยกว่า 300 ราย จากเดิมที่มีอยู่แล้วจำนวน 500 ราย” นายบรรเทิงกล่าวสรุป บริษัท น้ำตาลมิตรลาว จำกัด มีทุนจดทะเบียน 20 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 730 ล้านบาท ได้รับสัมปทานพื้นที่ปลูกอ้อยและก่อสร้างโรงงานผลิตน้ำตาลจากรัฐบาลของสปป.ลาว เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2549 บนพื้นที่ 62,500 ไร่ อายุสัมปทาน 40 ปี และสามารถขอต่อสัมปทานสิทธิ์ได้อีก 20 ปี โดยใช้เงินลงทุนประมาณ 63 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 2,300 ล้านบาท

มิตรลาวส่งออกน้ำตาลล็อตแรกไปสหภาพยุโรป

บริษัท น้ำตาลมิตรลาว จำกัด ในกลุ่มมิตรผล ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายน้ำตาล ภายใต้แบรนด์ “มิตรลาว” ได้ฤกษ์โหลดน้ำตาลทรายดิบคุณภาพสูงล็อตแรก ลงเรือไปจำหน่ายยังสหภาพยุโรปแล้ววันนี้ พร้อมเดินหน้าเร่งส่งเสริมเกษตรกรชาวไร่อ้อยเพิ่มผลผลิตป้อนโรงงานรอบการผลิต 2552/2553 ไม่น้อยกว่า 70% นายบรรเทิง ว่องกุศลกิจ กรรมการผู้จัดการ บริษัท น้ำตาลมิตรลาว จำกัด กล่าวว่า ในรอบการผลิต 2551/2552 มิตรลาวมีปริมาณอ้อยเข้าหีบทั้งสิ้น 230,000 ตันอ้อย คิดเป็นน้ำตาลที่ผลิตได้ทั้งสิ้น 23,150 ตัน โดยบริษัทฯ ได้จัดสรรน้ำตาลจำนวน 22,940 ตัน ส่งจำหน่ายไปยังสหภาพยุโรปตามสัญญาที่ทำไว้กับบริษัท เทด แอนด์ ไลล์ ผู้ค้าน้ำตาลรายใหญ่ของโลก ผ่านกระบวนการโลจิสติกส์โดยบริษัท ยูไนเต็ด แสตนดาร์ด เทอร์มินัล จำกัด(มหาชน) ซึ่งดำเนินการขนส่งน้ำตาลจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) มายังท่าเรือ แหลมฉบัง และส่งต่อให้บริษัท อ่าวไทยคลังสินค้า จำกัด ดำเนินการส่งออก โดยจะใช้เวลาขนส่งประมาณ 40 วันจึงจะขึ้นน้ำตาลที่ลอนดอน ประเทศอังกฤษ ส่วนน้ำตาลที่เหลือบริษัทฯคาดว่าจะจัดจำหน่ายเพื่อการบริโภคภายในสปป.ลาว ได้ในไตรมาส 3/2552 ปัจจุบันบริษัทฯ ได้ขยายพื้นที่เพาะปลูกไปยังเมืองอุทุมพร แขวงสะหวันนะเขต และเมืองเซบั้งไฟ แขวงคำม่วน ซึ่งอยู่ใกล้เคียง โดยมีพื้นที่ปลูกอ้อยในปีการผลิต 2551/2552 เป็นจำนวนทั้งสิ้น 40,000 ไร่ และคาดว่าในปี การผลิต 2552/53 บริษัทฯจะขอสัมปทานพื้นที่เพิ่มอีก 62,500 ไร่ เพื่อขยายกำลังการผลิต เป็น 450,000 ตันอ้อย หรือราว 5,000 ตัน/วัน ซึ่งจะทำให้สามารถผลิตน้ำตาลได้ประมาณ 50,000 ตัน “จากผลผลิตอ้อยที่ได้ตามเป้าในรอบการผลิต 25521/2552 ทำให้เรายิ่งสนับสนุนให้มีการส่งเสริมให้ชุมชน ในพื้นที่รอบโรงงานปลูกอ้อยอย่างถูกวิธี เพื่อให้ได้อ้อยคุณภาพที่มีค่าความหวานและผลผลิตต่อไร่สูงขึ้น รวมถึงเร่งขยายพื้นที่แปลงปลูกเพื่อให้รองรับกำลังการผลิตที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต ซึ่งเป็นการสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งให้กับธุรกิจของกลุ่มมิตรผลในประเทศลาว โดยเราคาดว่าด้วยระบบการส่งเสริมที่มีประสิทธิภาพจะสามารถ เพิ่มชาวไร่อ้อยคู่สัญญาได้อีกไม่น้อยกว่า 300 ราย จากเดิมที่มีอยู่แล้วจำนวน 500 ราย” นายบรรเทิงกล่าวสรุป บริษัท น้ำตาลมิตรลาว จำกัด มีทุนจดทะเบียน 20 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 730 ล้านบาท ได้รับสัมปทานพื้นที่ปลูกอ้อยและก่อสร้างโรงงานผลิตน้ำตาลจากรัฐบาลของสปป.ลาว เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2549 บนพื้นที่ 62,500 ไร่ อายุสัมปทาน 40 ปี และสามารถขอต่อสัมปทานสิทธิ์ได้อีก 20 ปี โดยใช้เงินลงทุนประมาณ 63 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 2,300 ล้านบาท

มิตรลาวส่งออกน้ำตาลล็อตแรกไปสหภาพยุโรป

บริษัท น้ำตาลมิตรลาว จำกัด ในกลุ่มมิตรผล ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายน้ำตาล ภายใต้แบรนด์ “มิตรลาว” ได้ฤกษ์โหลดน้ำตาลทรายดิบคุณภาพสูงล็อตแรก ลงเรือไปจำหน่ายยังสหภาพยุโรปแล้ววันนี้ พร้อมเดินหน้าเร่งส่งเสริมเกษตรกรชาวไร่อ้อยเพิ่มผลผลิตป้อนโรงงานรอบการผลิต 2552/2553 ไม่น้อยกว่า 70% นายบรรเทิง ว่องกุศลกิจ กรรมการผู้จัดการ บริษัท น้ำตาลมิตรลาว จำกัด กล่าวว่า ในรอบการผลิต 2551/2552 มิตรลาวมีปริมาณอ้อยเข้าหีบทั้งสิ้น 230,000 ตันอ้อย คิดเป็นน้ำตาลที่ผลิตได้ทั้งสิ้น 23,150 ตัน โดยบริษัทฯ ได้จัดสรรน้ำตาลจำนวน 22,940 ตัน ส่งจำหน่ายไปยังสหภาพยุโรปตามสัญญาที่ทำไว้กับบริษัท เทด แอนด์ ไลล์ ผู้ค้าน้ำตาลรายใหญ่ของโลก ผ่านกระบวนการโลจิสติกส์โดยบริษัท ยูไนเต็ด แสตนดาร์ด เทอร์มินัล จำกัด(มหาชน) ซึ่งดำเนินการขนส่งน้ำตาลจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) มายังท่าเรือ แหลมฉบัง และส่งต่อให้บริษัท อ่าวไทยคลังสินค้า จำกัด ดำเนินการส่งออก โดยจะใช้เวลาขนส่งประมาณ 40 วันจึงจะขึ้นน้ำตาลที่ลอนดอน ประเทศอังกฤษ ส่วนน้ำตาลที่เหลือบริษัทฯคาดว่าจะจัดจำหน่ายเพื่อการบริโภคภายในสปป.ลาว ได้ในไตรมาส 3/2552 ปัจจุบันบริษัทฯ ได้ขยายพื้นที่เพาะปลูกไปยังเมืองอุทุมพร แขวงสะหวันนะเขต และเมืองเซบั้งไฟ แขวงคำม่วน ซึ่งอยู่ใกล้เคียง โดยมีพื้นที่ปลูกอ้อยในปีการผลิต 2551/2552 เป็นจำนวนทั้งสิ้น 40,000 ไร่ และคาดว่าในปี การผลิต 2552/53 บริษัทฯจะขอสัมปทานพื้นที่เพิ่มอีก 62,500 ไร่ เพื่อขยายกำลังการผลิต เป็น 450,000 ตันอ้อย หรือราว 5,000 ตัน/วัน ซึ่งจะทำให้สามารถผลิตน้ำตาลได้ประมาณ 50,000 ตัน “จากผลผลิตอ้อยที่ได้ตามเป้าในรอบการผลิต 25521/2552 ทำให้เรายิ่งสนับสนุนให้มีการส่งเสริมให้ชุมชน ในพื้นที่รอบโรงงานปลูกอ้อยอย่างถูกวิธี เพื่อให้ได้อ้อยคุณภาพที่มีค่าความหวานและผลผลิตต่อไร่สูงขึ้น รวมถึงเร่งขยายพื้นที่แปลงปลูกเพื่อให้รองรับกำลังการผลิตที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต ซึ่งเป็นการสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งให้กับธุรกิจของกลุ่มมิตรผลในประเทศลาว โดยเราคาดว่าด้วยระบบการส่งเสริมที่มีประสิทธิภาพจะสามารถ เพิ่มชาวไร่อ้อยคู่สัญญาได้อีกไม่น้อยกว่า 300 ราย จากเดิมที่มีอยู่แล้วจำนวน 500 ราย” นายบรรเทิงกล่าวสรุป บริษัท น้ำตาลมิตรลาว จำกัด มีทุนจดทะเบียน 20 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 730 ล้านบาท ได้รับสัมปทานพื้นที่ปลูกอ้อยและก่อสร้างโรงงานผลิตน้ำตาลจากรัฐบาลของสปป.ลาว เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2549 บนพื้นที่ 62,500 ไร่ อายุสัมปทาน 40 ปี และสามารถขอต่อสัมปทานสิทธิ์ได้อีก 20 ปี โดยใช้เงินลงทุนประมาณ 63 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 2,300 ล้านบาท

ส่งออกยางพาราไทย ไปยังตลาดใหญ่อย่างประเทศจีน

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อครับว่าประเทศไทยเป็นผู้ผลิตและส่งออกยางพารารายใหญ่ที่สุดในโลก และก็หนีไม่พ้นประเทศจีนที่เป็นประเทศนำเข้ายางพาราเป็นอันดับต้นๆ เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมต่อไป ส่วนประเภทของยางพาราที่ไทยส่งออกส่วนใหญ่เป็นยางแผ่นรมควัน รองลงมาคือ ยางแท่งและน้ำยางข้น ปัจจัยสำคัญที่ทำให้จีนเป็นตลาดส่งออกยางพาราที่น่าสนใจ คือ
จีนมีความต้องการใช้ยางพาราสูงกว่าปริมาณยางพาราที่ผลิตได้ค่อนข้างมาก เนื่องจากในปัจจุบันมีนักลงทุนจากต่างชาติเข้าไปลงทุนตั้งฐานการผลิตยางรถยนต์ในจีนเพิ่มขึ้น ทำให้ในปี 2543 จีนมีความต้องการใช้ยางพาราสูงถึง 970,000 ตัน/ปี ซึ่งมาเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากสหรัฐอเมริกา ขณะที่จีนสามารถผลิตยางพาราได้ประมาณ 500,000 ตัน/ปี เท่านั้น ทำให้จีนต้องนำเข้ายางพาราจากต่างประเทศสูงถึง 470,000 ตัน/ปี
ต้นทุนการผลิตยางพาราของจีนค่อนข้างสูง เนื่องจากสภาพภูมิอากาศที่ไม่เหมาะสม โดยจีนสามารถปลูกยางพาราได้เฉพาะพื้นที่ในมณฑลทางใต้เท่านั้น ประกอบกับเกษตรกรสวนยางของจีนไม่มีความชำนาญในการเพาะปลูกยางพารา ทำให้ต้นทุนการผลิตยางพาราของจีนค่อนข้างสูง เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ รวมทั้งประเทศไทย


ส่งออกยางพาราไทย
อัตราภาษีรัฐบาลจีนเรียกเก็บภาษีนำเข้ายางพาราเฉลี่ยร้อยละ 20 ของราคานำเข้า (ตอนเข้าร่วมกับ WTO) การนำเข้ายางพารามาเพื่อผลิตส่งออก สามารถนำเข้าได้เสรี โดยไม่มีโควต้านำเข้า แต่ต้องเสียภาษีนำเข้าตามอัตราที่กำหนด อย่างไรก็ตาม ผู้ส่งออกที่นำเข้ายางพาราสามารถขอคืนภาษีนำเข้าได้อีกด้วย (บทความนี้มาจาก eThaiTrade.com) ประเภทของยางพาราที่จีนนำเข้าจากไทย ยางพาราที่จีนนำเข้าจากไทยมากที่สุด คือ ยางแท่ง โดยมีสัดส่วนถึงร้อยละ 47 ของมูลค่าการนำเข้ายางพาราทั้งหมดจากไทย รองลงมาคือ ยางแผ่นรมควัน (ร้อยละ 41.8) โดยยางพาราส่วนใหญ่จีนนำเข้าไปเพื่อใช้ผลิตยางรถยนต์

เอกสารที่ใช้ในการส่งออกยางพารา
1. ขออนุญาตเป็นผู้ค้ายาง หรือแบบ ยาง 4 (ฝ่ายควบคุมยาง สถาบันวิจัยยาง)
2. ขออนุญาตมียางไว้ในครอบครอง หรือแบบ ยาง 16 (ฝ่ายควบคุมยาง สถาบันวิจัยยาง)
3. ขออนุญาตเป็นผู้ส่งออกยางนอกราชอาณาเขต หรือแบบยาง 10 (ฝ่ายควบคุมยาง สถาบันวิจัยยาง) พร้อมค่าธรรมเนียมฉบับละ 100 บาท
4. ขอใบผ่านด่านศุลกากรในการส่งยางออกนอกราชอาณาจักร หรือแบบยาง 12 (ฝ่ายควบคุมยาง สถาบันวิจัยยาง)
5. ชำระเงินสงเคราะห์กองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (ฝ่ายการเงิน สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง)
6. พิธีการศุลกากร (กรมศุลกากร)

25 มกราคม 2553

ผลไม้เมืองร้อนไทย สยายปีกตีตลาดจีน
สาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นตลาดส่งออกสินค้าเกษตรสำคัญของไทย โดยมีมูลค่าส่งออกสูงถึง 200,000 ล้านบาทต่อปี และมีสินค้าส่งออกหลัก ได้แก่ ยางพารา ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ข้าว ผลไม้ สดแช่เย็น-แช่แข็งและแห้ง ปลาสดแช่เย็น-แช่แข็ง กุ้งสดแช่เย็น-แช่แข็ง ปลาหมึกสดแช่เย็น-แช่แข็ง กล้วยไม้ สัตว์น้ำ จำพวกครัสตาเซีย และตะพาบน้ำ เป็นต้น ขณะนี้ผลไม้ไทยกำลังได้รับความนิยมจากผู้บริโภคชาวจีนอย่างมาก ทำให้ไทยสามารถส่งออกผลไม้คุณภาพดีไปจีนได้ปีละกว่า 5,000 ล้านบาท และปีนี้คาดว่ามูลค่าส่งออกจะมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอีก เนื่องจากกระทรวง เกษตรฯ เร่งสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพสินค้า และความปลอดภัยทางอาหารให้กับผู้นำเข้า ซึ่งเป็นช่องทางที่จะช่วยขยายตลาดส่งออกผลไม้ไทยในจีนได้เพิ่มมากขึ้น
นายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯ มอบหมายให้สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตร และอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ร่วมกับสำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศประจำกรุงปักกิ่ง ภาคเอกชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการจัดโรดโชว์ ศักยภาพผลไม้เมืองร้อนของไทยได้แก่ ทุเรียน มังคุด ลำไย เงาะ ลองกอง ส้มโอ และ กล้วยไข่ ที่ตลาดขายส่งสินค้าเกษตรซินฟาตี้ ณ กรุงปักกิ่ง ภายใต้ ชื่อ “ผลไม้มงคล สดจากไทยปลอดภัยได้มาตรฐานสากล”
การจัดโรดโชว์ครั้งนี้ ยังเป็นการเปิดเวทีให้ผู้ส่งออกผลไม้ของไทยได้พบปะกับผู้นำเข้าและลูกค้าชาวจีนที่มาซื้อผลไม้ ณ ตลาดผลไม้กรุงปักกิ่ง ซึ่งจะทำให้ได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาการผลิตสินค้าเกษตรให้ตรงตามความต้องการของตลาด ซึ่งผลการจัดงานปรากฏว่าได้รับความสนใจจากผู้นำเข้า ผู้ค้าส่ง-ค้าปลีก และผู้บริโภคชาวจีนเป็นจำนวนมาก
ปัจจุบันรัฐบาลจีนอนุญาตให้นำเข้าผลไม้ไทย จำนวน 23 ชนิด สำหรับผลไม้ที่ได้รับความนิยม ได้ แก่ ทุเรียน มังคุด ลำไย กล้วยไข่ ชมพู่ทับทิมจันทร์ มะม่วงน้ำดอกไม้ เงาะโรงเรียน ส้มโอ มะขามหวาน มะพร้าวน้ำหอม ส้ม เปลือกล่อน น้อยหน่า และแก้วมังกร นอกจากนั้นยังมีผลไม้แปรรูปหลายชนิดกำลังเป็นที่นิยมด้วย อาทิ ลำไยอบแห้ง ทุเรียนทอดกรอบ กล้วยอบกรอบ ขนุนและสับปะรดอบกรอบ เป็นต้น
ประเทศไทยได้เปิดช่องทางขนส่งสินค้าผลไม้ไปจีนเส้นทางใหม่ คือ เส้นทาง R9 จากจังหวัดมุกดาหารผ่านลาว เวียดนาม เข้าสู่ด่านโหย่อี้กว่าน เมืองผิงเสียง มณฑลกวางสีของจีน ระยะทางรวมประมาณ 1,200 กิโลเมตร ซึ่งการลำเลียงสินค้าไปยังปลายทางจะใช้ระยะเวลาสั้น ประมาณ 2-3 วัน ทำให้ชาวจีนที่อยู่ห่างไกลมีโอกาสบริโภคผลไม้ไทยที่ยังสด ใหม่ รสชาติดี และคงคุณค่าทางโภชนาการที่สมบูรณ์เหมือนกับสินค้าที่คน ไทยได้บริโภค อนาคตคาดว่าการเปิดเส้นทาง R9 จะช่วยให้ไทยสามารถกระจายสินค้า ผลไม้และสินค้าเกษตรอื่น ๆ ไปจีนได้เพิ่มขึ้น 20-30% หรือประมาณ 1,000-1,500 ล้านบาท
นางสาวเมทนี สุคนธรักษ์ ผอ.สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) กล่าวเพิ่มเติมว่า การเยือนจีนครั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ได้หารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงควบคุมคุณภาพและตรวจสอบกักกันโรค (AQSIQ) แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยฝ่ายไทยขอให้ AQSIQ มั่นใจในสินค้าเกษตรและอาหารจากไทยโดยเฉพาะผลไม้
นอกจากนั้น AQSIQ ยังได้เสนอ ให้มีการทำความร่วมมือในการขนส่งสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้นอีก 1 เส้นทาง คือ เส้นทาง R3 ที่เชื่อมระหว่างจังหวัดเชียงรายไปยังมณฑลยูนนานของจีน ซึ่งการขนส่งสินค้าผ่านเส้นทางนี้ จะทำให้เกิดการค้าสินค้าผักและผลไม้ระหว่างกันเพิ่มมากขึ้นและทั้ง 2 ฝ่ายยังได้หารือถึงแนวทางการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช พร้อมพิจารณาความก้าวหน้าเรื่องคงค้างระหว่างกัน
หลังเปิดเขตเสรีทางการค้าหรือ เอฟทีเอ (FTA) ระหว่างไทย-จีน ที่มีการปรับ ลดภาษีนำเข้าตามข้อตกลงเหลือร้อยละ 0 ส่งผลให้มีการขยายการค้าสินค้าผักและผลไม้ เพิ่มขึ้น โดยไทยเป็นฝ่ายได้ดุลการค้า และการเปิดใช้เส้นทาง R9 ขนส่งสินค้า ผลไม้ทางบกไปยังจีนจะเป็นช่องทางสำคัญที่ช่วยกระจายสินค้าผลไม้ไปจีนได้เพิ่มมากขึ้นและรวดเร็วด้วย โดยเฉพาะช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดกระจุกตัวมาก คาดว่าจะสามารถช่วยระบายสินค้าออกจากแหล่งผลิตและช่วยลดปัญหาสินค้าล้นตลาดได้

18 มกราคม 2553

การส่งออกข้าว

การส่งออกข้าวพิกัดศุลกากร : 1006.10 1006.20 1006.30 และ 1006.40 วัตถุประสงค์ในการควบคุม
เพื่อป้องกันการขาดแคลนและเพื่อจัดระเบียบการส่งออก
ปฏิบัติตามความตกลงไทยกับสหภาพยุโรปเพื่อระงับข้อพิพาทอันเนื่องจาก ขยายสมาชิกภาพ ตามมาตรา 24(6) โดยชดเชยความเสียหายให้และผลจาก การเจรจากรณีใช้ Reference Price ในการคำนวณภาษีตามมาตรา 23 ของแกตต์ ขอบเขตการควบคุม
ข้าวเจ้าและข้าวเหนียว ทั้งที่เป็นข้าวเปลือก ข้าวกล้อง ข้าวสาร ปลายข้าว ข้าวนึ่ง และรำ ยกเว้นผลิตภัณฑ์ที่ทำจากข้าวทุกชนิด การส่งออกข้าวต้องดำเนินการดังนี้1. การส่งออกข้าวทั่วไป - การขึ้นทะเบียนเป็นผู้ส่งออก - การขออนุญาตส่งออก2. การส่งออกข้าวภายใต้โควตาของสหภาพยุโรป - การขึ้นทะเบียนเป็นผู้ส่งออก - การขอรับการจัดสรรปริมาณการส่งออก - การขออนุญาตและหนังสือรับรองการส่งออก1. การส่งออกข้าวทั่วไปจะอนุญาตให้ส่งออกโดยไม่จำกัดจำนวน ทั้งนี้ผู้ส่งออกจะต้องมีคุณสมบัติและปฏิบัติตามขั้นตอน ดังนี้1.1 การขอขึ้นทะเบียนเป็นผู้ส่งออก1.1.1 หลักเกณฑ์-ต้องได้รับอนุญาตให้เป็นผู้ประกอบการค้าข้าว ประเภทค้าข้าวส่งไปจำหน่ายต่างประเทศ ตาม พ.ร.บ.การค้าข้าว พ.ศ.2489 จากกรมการค้าภายในซึ่งจะต้องมีคุณสมบัติโดยสังเขป ดังนี้-กรณีเป็นนิติบุคคลทั่วไป(1) ต้องจดทะเบียน โดยมีวัตถุประสงค์ในการส่งข้าวออกไปจำหน่ายต่างประเทศ(2) มีโรงเก็บข้าวที่ได้รับอนุญาตจากกรมศุลกากรให้เป็นที่สำหรับตรวจเก็บ และบรรทุกข้าวลงเรือเพื่อส่งออกได้ ที่เป็นกรรมสิทธิ์หรือมีสิทธิครอบครอง โดยถูกต้องตามกฎหมาย(3) มีเงินทุนจดทะเบียนที่ได้เรียกชำระแล้วไม่น้อยกว่า 5 ล้านบาท(4) ต้องมีข้าวสารเป็นกรรมสิทธิ์ไม่น้อยกว่า 500 เมตริกตัน ภายใน 15 วัน ที่ได้รับหนังสืออนุญาต และตลอดเวลาที่ได้รับอนุญาตให้ค้าข้าวหมายเหตุ ผู้ส่งออกข้าวที่ยื่นแสดงความจำนงขอส่งเฉพาะข้าวสารบรรจุกล่อง หรือหีบห่อ น้ำหนักสุทธิไม่เกิน 12 กก. ไม่ต้องมีคุณสมบัติตาม (2) (3) และ (4)
กรณีเป็นรัฐวิสาหกิจ หรือบริษัทที่ทางราชการหรือรัฐวิสาหกิจร่วมถือหุ้น ต้องจดทะเบียนโดยมีวัตถุประสงค์ในการค้าข้าวส่งไปจำหน่ายต่างประเทศ
กรณีเป็นสหกรณ์หรือกลุ่มเกษตรกร ต้องจดทะเบียนโดยมีวัตถุประสงค์ในการค้าข้าวส่งไปจำหน่ายต่างประเทศ
กรณีเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล ที่ค้าข้าวส่งออกไปจำหน่ายต่างประเทศ เฉพาะประเทศที่มีชายแดนติดต่อกับประเทศไทย
(1) ได้จดทะเบียนพาณิชย์ หรือจดทะเบียนนิติบุคคลโดยมีวัตถุประสงค์ค้าข้าวส่งไปจำหน่ายต่างประเทศ เฉพาะประเทศที่มีชายแดน ติดต่อกับประเทศไทยโดยมีมูลค่าส่งออกไม่เกินวันละ 1,000,000 บาท(2) มีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดชายแดนที่ติดต่อกับต่างประเทศ
1.1.2 เอกสารที่ใช้- แบบ คพ.1 (แบบพิจารณาอนุญาตให้เป็นผู้ค้าข้าว)- หนังสืออนุญาตให้ประกอบการค้าข้าวประเภทค้าข้าวส่งไปจำหน่ายต่างประเทศ- หนังสือรับรองการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดจากกรมทะเบียนการค้า (อายุไม่เกิน 6 เดือน)- ภาพถ่ายบัตรประจำตัวประชาชนของผู้มีอำนาจดำเนินการแทนนิติบุคคล- ใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ภ.พ.201.1.3 ระยะเวลาดำเนินการ ไม่เกิน 3 วันทำการ1.1.4 ค่าธรรมเนียม - บาท
1.2 การขออนุญาตส่งออก1.2.1 หลักเกณฑ์- ต้องผ่านการขึ้นทะเบียนเป็นผู้ส่งออกข้าว (ตามข้อ 1) แล้วและจะอนุญาตให้ส่งออกโดยไม่จำกัดจำนวน1.2.2 เอกสารที่ใช้- แบบคำขอใบอนุญาตส่งออกสินค้าทั่วไป- แบบ อ.1 และแบบ อ.2 กรณีส่งออกที่มิใช่เพื่อการค้า หรือแบบ อ.3 และแบบ อ.4 กรณีการส่งออกเพื่อการค้า- แบบ คพ. 3 (หนังสือรายงานการแจ้งขาย)- หลักฐานการซื้อขาย เช่น L/C, Sales Contract1.2.3 ระยะเวลาดำเนินการ ไม่เกิน 1 วันทำการ1.2.4 ค่าธรรมเนียม - บาท2 . การส่งออกข้าวภายใต้โควตาภาษีของสหภาพยุโรป ต้องดำเนินการดังนี้2.1 การขึ้นทะเบียนเป็นผู้ส่งออก (ดำเนินการตามข้อ 1.1)2.2 การขอรับการจัดสรรปริมาณการส่งออก มีหลักเกณฑ์ดังนี้- ปริมาณส่งออกจะจัดสรรให้เฉพาะผู้ที่มีประวัติการส่งข้าวออกไปสหภาพยุโรปตามสัดส่วนโดยใช้ประวัติส่งออกย้อนหลัง 3 ปี โดยปริมาณส่งออกข้าวแต่ละปีและอัตราภาษีนำเข้าสหภาพยุโรป ดังนี้- ข้าวขาว (พิกัด 1006.30) จำนวน 21,455 ตัน อัตราภาษี 0- ข้าวหัก (พิกัด1006.40) จำนวน 52,000 ตัน อัตราภาษี 45 ยูโร/ตัน2.3 การขอรับหนังสือรับรองและใบอนุญาตการส่งออก2.3.1 การขอรับหนังสือรับรองฯ(1) หลักเกณฑ์จะออกหนังสือรับรองการส่งออกข้าวไปสหภาพยุโรป (Export Certificate)เพื่อใช้สำหรับประกอบการขอลดหย่อนหรือยกเว้นภาษีนำเข้าสหภาพยุโรป ตามปริมาณที่ได้รับการจัดสรร(2) เอกสารที่ใช้- แบบฟอร์ม ยร. 2 (คำร้องขอหนังสือรับรองการส่งออกสินค้าข้าว)- แบบฟอร์มหนังสือรับรองการส่งออกข้าวที่ส่งไปสหภาพยุโรป (Export Certificate)(3) ระยะเวลาดำเนินการ ไม่เกิน 1 วันทำการ(4) ค่าธรรมเนียม - บาท2.3.2 การขอใบอนุญาตส่งออก(1) หลักเกณฑ์จะอนุญาตให้ส่งข้าวออกไปสหภาพยุโรปตามปริมาณที่ได้รับการจัดสรร(2) เอกสารที่ใช้- แบบคำขอใบอนุญาตส่งออกสินค้าทั่วไป- แบบ อ.3 และ อ.4(3) ระยะเวลาดำเนินการ ไม่เกิน 1 วันทำการ(4) ค่าธรรมเนียม กรณีส่งออกเป็นข้าวขาวพิกัด 1006.30 ชำระค่าธรรมเนียมในอัตราตันละ 2,500 บาท