15 กุมภาพันธ์ 2553

Anita Silk ผ้าไหมไทยครองใจคนทั่วโลก

Anita Silk ผ้าไหมไทยครองใจคนทั่วโลก

supported by SME THAILAND
“จริงๆ แล้ว Anita Silk ทำตลาดต่างประเทศมาตั้งแต่รุ่นคุณยายเมื่อสมัยเกือบ 50 ปีที่แล้ว ตอนนั้นมีร้านผ้าไหมเล็กๆ อยู่ที่สุรวงศ์ ยังไม่ได้อยู่สีลมเหมือนตอนนี้ ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นแอร์โฮสเตสชาวต่างชาติ ทุกครั้งที่บินมาก็จะมาตัดเสื้อผ้าที่นี่ ลูกค้าพวกนี้ก็เริ่มมาถามว่าอยากส่งออกไปประเทศอื่นไหม คุณยายก็เห็นว่าดีเลยบอกว่าลองดูก็ได้ คุณยายเป็นคนเก่ง พูดภาษาอังกฤษได้ซึ่งสมัยนั้นไม่ค่อยมีใครพูดได้” คำบอกเล่าจากปากทายาทรุ่นหลานอย่าง “รสริน พุฒิพรรณพงศ์” และ “อภิภาวดี พุฒิพรรณพงศ์” ผู้สืบทอดกิจการผ้าไหมต่อจากคุณยายตอกย้ำให้เห็นว่าเส้นทางสู่ตลาดโลกของ Anita Silk ได้ถูกบุกเบิกตลาดมาตั้งแต่รุ่นผู้ก่อตั้งธุรกิจแล้ว โดย พวกเธอได้ขยายความให้ฟังว่า Anita Silk จดทะเบียนธุรกิจในปี1959 (พ.ศ.2502) แต่จริงๆ แล้วทำธุรกิจมาก่อนหน้านั้นอีก โดยเป็นร้านผ้าไหม รับตัดเย็บเสื้อผ้าทั่วไป เพราะมีโรงทอผ้าเป็นของตัวเอง พอต่อจากรุ่นคุณยายก็มาเป็นคุณแม่ ซึ่งยังคงทำตามแบบคุณยายอยู่ คือเน้นตัดเย็บเสื้อผ้า จนกระทั่งมาถึงรุ่นหลานซึ่งได้เกิดไอเดียในการพัฒนาสินค้ารูปแบบใหม่ๆ โดยนำเอาผ้าไหมที่เป็นจุดเด่นของธุรกิจมาประยุกต์ทำเป็น Accessory ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ผ้าม่าน ผ้าคลุมเตียง หมอนอิง กรอบรูป กระเป๋า และอื่นๆ อีกจิปาถะ เพื่อขยายตลาดให้เติบโตยิ่งขึ้น

จนมาถึงวันนี้ต้องยอมรับว่า แนวคิดใหม่ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าไหมเพื่อผลิตเป็น Accessory นั้น เป็นแนวคิดที่ถูกต้องเพราะ Anita Silk ได้รับความสนใจและสามารถขยายตลาดได้มากกว่า 30 ประเทศทั่วโลก “การส่งออกสมัยคุณยายนั้น 100 เปอร์เซ็นต์ ลูกค้ามาซื้อโดยตรง แต่ส่งออกในยุคนี้ต่างออกไป คือจะผ่านคนกลาง หรือที่เรียกว่า เอเย่นต์ และที่สำคัญสมัยก่อนเรายังไม่มีแบรนด์เป็นของตัวเอง แบรนด์ Anita Silk เพิ่งมามีในช่วงหลังที่รุ่นหลานๆ เข้ามาทำประมาณสัก 10 กว่าปีเห็นจะได้ รุ่นคุณยายไม่มีการสร้างแบรนด์เลย คุณแม่ก็ไม่ได้สร้างแบรนด์เช่นกัน ส่วนใหญ่เป็นการติดยี่ห้อของลูกค้า อย่างแบรนด์ดังๆ ของโลกก็มาสั่งเราทำทั้งนั้น” รสริน เล่าถึงความแตกต่างของการส่งออกระหว่างยุคของคุณยายกับปัจจุบันอย่างไรก็ดี สิ่งที่เห็นอย่างชัดเจนสำหรับ Anita Silk ในตลาดโลกเวลานี้ คือ การพยายามสร้างแบรนด์ให้เข้มแข็งมากขึ้นเรื่อยๆ แม้จะส่งออกมาเป็นเวลานานหลายสิบปีแล้วก็ตาม แต่สำหรับเรื่องของแบรนด์นั้นยังถือว่าเพิ่งอยู่ในช่วงเริ่มต้นได้ไม่นาน

“จุดที่ทำให้คิดว่าต้องมีแบรนด์เป็นของตัวเอง นั่นก็คือ เราอยากให้คนเขารู้ว่าสินค้าที่มีคุณภาพนี้ ฉันทำนะ ไม่ใช่ยี่ห้อดังๆของเมืองนอก แต่ว่าเราก็ยังรับจ้างผลิตอยู่ เพราะบริษัทใหญ่ๆ ก็ยังอยากได้สินค้าในแบรนด์ของเขาเอง ซึ่งเราก็ไม่อยากจะเสียโอกาสตรงนั้น สำหรับชื่อแบรนด์ Anita Silk เอามาจากชื่อของคุณยายที่ชื่อ แอนนิต้า” นี่คือจุดเริ่มและที่มาของชื่อแบรนด์ Anita Silk ที่ทายาททั้งสองเล่าให้เราฟัง

ด้วยความที่ Anita Silk ให้ความสำคัญกับการทำตลาดในต่างประเทศมาตั้งแต่ยุคแรกๆ ส่งผลให้ปัจจุบันสัดส่วนการส่งออกมีมากถึง 80 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ตลาดในประเทศมีเพียง 20 เปอร์เซ็นต์ เรื่องนี้ผู้จัดการฝ่ายขายต่างประเทศของ Anita Silk อย่างรสริน เล่าให้ฟังอีกว่า เรามีการส่งออกไปทั่วทุกทวีป ทั้งเอเชีย ยุโรป ตะวันออกกลาง อเมริกา รวมแล้วประมาณ 20-30 ประเทศ แม้จะได้เปรียบคนอื่นตรงที่ทำด้านส่งออกมานาน แต่เมื่อต้องการขยายตลาดด้วยแบรนด์ตัวเอง ทำให้ Anita Silk ต้องพยายามสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักมากที่สุด โดยการออกงานแสดงสินค้าทั้งในและต่างประเทศ เพราะถือเป็นเวทีโชว์ตัวได้ดีที่สุด “เราออกงานที่เยอรมันปีละ 2 ครั้ง ออกงานแฟร์ในกรุงเทพฯด้วย เพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีกับเอเย่นต์จะได้พาลูกค้ามาหาเรา และก็มีลูกค้าติดต่อมาหาเราโดยตรง อย่างตอนนี้มีห้างโรบินสันที่สิงคโปร์กับมาเลเซียที่ติดต่อกับเราโดยตรงเพื่อนำสินค้าไปวางขาย อีกห้างหนึ่งที่น่าตกใจมากเพราะถ้าเป็นเมืองไทยห้างนี้จะเจาะกลุ่มแมสทั่วไป นั่นคือ คาร์ฟู แต่ในของต่างประเทศจะไม่เหมือนกัน เขาจะมีโซนของตกแต่งบ้านที่เป็นของราคาแพงอยู่ด้วย เขาก็เอาของเราไปวางขายที่นั่น และอย่างในอเมริกาของเราวางขายอยู่ในเชนสโตร์เกี่ยวกับของแต่งบ้านที่มีแต่ยี่ห้อดังๆ ซึ่งเขาก็มีเป็น 100 สาขากระจายอยู่ทั่วเลย”รสริน เล่าเสริม สำหรับสินค้าของ Anita Silk นั้นจะเป็นสินค้าที่มีคุณภาพและดีไซน์เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว เป็นแนวโมเดิลคลาสสิก เน้นเจาะกลุ่มลูกค้าไฮเอนด์เป็นหลัก เนื่องจากมีราคาอยู่ในระดับสูง ดังนั้นผลิตภัณฑ์ของ Anita Silk จึงไม่ใช่ว่าทุกคนจะสามารถซื้อไปขายได้ หากเป็นห้างสรรพสินค้าก็ต้องเป็นห้างระดับพรีเมี่ยม“ต่างชาติมองว่าของไทยแพง ยิ่งของ Anita Silk แล้วแพงหนักเข้าไปอีก แต่คุณภาพดี คือเราวางตัวเองว่าเป็นไฮเอนด์ มีกลุ่มเป้าหมายชัดเจน มีเหมือนกันที่ลูกค้าสั่งของเรา แต่แพง ซึ่งทำให้เขามีมาร์จิ้นไม่มาก ก็เปลี่ยนไปสั่งจากประเทศอื่น ปรากฎว่าคุณภาพไม่ได้ เขาก็ต้องยอมเสียแพงกลับมาสั่งเรา เพื่อให้ได้คุณภาพตามที่ต้องการ”รสริน ย้ำให้เห็นถึงตัวตนของ Anita Silk ขณะที่ตลาดในประเทศนั้น แม้ดูเหมือนสัดส่วนจะน้อยกว่าตลาดต่างประเทศอยู่มาก แต่ อภิภาวดี ในฐานะผู้จัดการฝ่ายขายในประเทศของ Anita Silk กลับบอกว่า ตลาดในประเทศก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ช่วยขยายตลาดในต่างประเทศได้ เนื่องจาก Anita Silk มีสาขาของตัวเองอยู่ 2 แห่ง คือ สีลมและสยามพารากอน ซึ่งถือเป็นโชว์รูมแสดงสินค้าได้อย่างดี นอกจากนั้นยังนำเอาสินค้าไปฝากขายที่ห้างสรรพสินค้าต่างๆ เช่น เซ็นทรัล เอ็มโพเรียม และคิงพาวเวอร์ โดยลูกค้าส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติ ซึ่งก็ได้ผลอย่างมาก เพราะมีลูกค้าส่งออกส่วนหนึ่งที่บอกว่าเห็นและรู้จัก Anita Silk จากที่สาขาของเรา หรือตามห้างสรรพสินค้าต่างๆดังที่กล่าวมาสำหรับลูกค้าต่างชาติใหม่ๆที่มีเข้ามา อีกส่วนหนึ่งก็เป็นผลมาจากอินเตอร์เน็ต เพราะได้ทำเว็บไซต์ Anita Silk ขึ้น แต่ด้วยสินค้าซึ่งเป็นผ้าไหม ดังนั้นลูกค้าจะตัดสินใจได้ก็ต่อเมื่อต้องเห็นของจริงและได้สัมผัสด้วยตัวเอง ซึ่งตรงนี้หากลูกค้าไม่สะดวกเดินทางมา ก็ต้องมีการจัดส่งตัวอย่างไปให้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องพิจารณาลูกค้าด้วยว่าน่าเชื่อถือมากน้อยแค่ไหน ซึ่งก็มีบ้างครั้งที่ส่งไปแล้วและเงียบหายไป ซึ่งต้องทำใจว่าธุรกิจต้องมีการลงทุนทั้งสิ้นอย่างไรก็ตาม ในมุมมองของผู้ประกอบการรุ่นใหม่ทั้งสองให้ความเห็นว่า สำหรับแบรนด์ไทยที่จะยืนอยู่ในตลาดโลกได้ สิ่งสำคัญคือ สินค้าของคุณต้องดี มีจุดเด่นและแตกต่างจากคนอื่น รวมถึงผู้ประกอบการต้องจริงใจและซื่อสัตย์กับลูกค้า ส่งของให้ตรงเวลา หากมีปัญหาติดขัดอะไรต้องแจ้งให้ลูกค้าทราบ อย่าหลอกลูกค้า เพราะจะขายได้ครั้งเดียว ซึ่งในความเป็นจริงแล้วสินค้าไทยเป็นของคุณภาพดี แต่ที่สู้ไม่ได้อาจเป็นเรื่องของราคา เพราะด้วยต้นทุนที่สูงกว่าเมื่อเทียบกับประเทศใกล้เคียง ดังนั้นต้องทำให้สินค้ามีคุณภาพคุ้มค่ากับราคาวางตำแหน่งการตลาดให้ชัดเจนว่าคุณจะสู้กับตลาดไหน แล้วเอาจุดเด่นออกมาขาย คุณถึงจะแข่งขันและยืนอยู่ในตลาดโลกได้ นั่นคือคำทิ้งท้ายที่เธอทั้งสองคนนี้ฝากไว้

03 กุมภาพันธ์ 2553

การส่งออกกล้วยไม้

การส่งออกกล้วยไม้
กล้วยไม้ เป็นไม้ตัดดอกน่าสนใจ เนื่องจากมีความหลากหลายด้านสีสัน กลิ่น ขนาด รูปทรง และอายุปักแจกันยาวนานกว่า เมื่อเทียบกับไม้ตัดดอกทั่วไป ทำให้การส่งออกกล้วยไม้ แนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง ตามความต้องการที่ยังคงเพิ่มขึ้นในตลาดโลก ไทย เป็นประเทศส่งออกกล้วยไม้อันดับ 1 ของโลก คาดว่ามูลค่าส่งออกปี 2548 ยังคงขยายต่อเนื่องจากปีนี้ คาดว่าปี 2548 จะนำรายได้เข้าประเทศไม่ต่ำกว่า 2,600-2,800 ล้านบาท เพิ่มจากปีนี้ 10-20% เนื่องจากการขยายตัวการส่งออกตลาดหลัก โดยเฉพาะญี่ปุ่น สหรัฐฯ และสหภาพยุโรป รวมทั้งการขยายตัวตลาดใหม่ๆ โดยเฉพาะจีน ยังมีลู่ทางแจ่มใส ตลาดกล้วยไม้โลก : ไทยส่งออกอันดับ 1 ของโลก การค้ากล้วยไม้ตลาดโลก มีทั้งไม้ตัดดอกและไม้กระถาง ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การค้ากล้วยไม้เติบโตมาก ทั้งปริมาณและมูลค่า พื้นที่ปลูกกล้วยไม้ในไทยประมาณ 14,500 ไร่ ส่วนใหญ่ อยู่ในกรุงเทพฯ และจังหวัดใกล้เคียง ได้แก่ นครปฐม สมุทรสาคร ราชบุรี ปทุมธานี และพระนครศรีอยุธยา เนื่องจากสภาพภูมิอากาศเหมาะกับการเจริญเติบโตของกล้วยไม้ ใกล้แหล่งน้ำ ใกล้ตลาด และการคมนาคมขนส่งสะดวก พื้นที่ปลูกกล้วยไม้ แนวโน้มจะย้ายจากกรุงเทพฯ ไปจังหวัดใกล้เคียงมากขึ้น เนื่องจากที่ดินราคาสูง และประสบปัญหามลภาวะน้ำและอากาศ ซึ่งมีผลต่อการเจริญเติบโต และคุณภาพ กล้วยไม้ ปัจจุบัน พื้นที่เหมาะสมปลูกกล้วยไม้เชิงธุรกิจ ได้แก่ นครปฐม ราชบุรี กาญจนบุรี สมุทรสาคร กรุงเทพมหานคร นนทบุรี ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี และชลบุรี คาดว่าผลผลิตดอกกล้วยไม้ปีนี้ประมาณ 44,080 ตัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 833 ตัน เพิ่ม 1.93% แยกเป็นปริมาณการใช้ในประเทศเกือบ 50% ที่เหลืออีก 50% ส่งออกจำหน่ายต่างประเทศ การส่งออกดอกกล้วยไม้ 95% ของกล้วยไม้ส่งออกทั้งหมด เป็นกล้วยไม้ 2 สกุล คือ หวายและม็อคโคร่า อุตสาหกรรมกล้วยไม้ไทย เจริญก้าวหน้ามาก สร้างรายได้เข้าประเทศอันดับ 1 ในบรรดาไม้ดอกไม้ประดับทั้งหมดที่ส่งออก ไทยจัดเป็นประเทศอันดับ 1 ส่งออกดอกกล้วยไม้ของโลก กล้วยไม้ไทย โดดเด่นทั้งสีสันและรูปร่างดอก การส่งออกดอกกล้วยไม้และต้นกล้วยไม้ ปริมาณและมูลค่าเพิ่มขึ้นตลอด ตลาดต่างประเทศจะนิยมสั่งซื้อกล้วยไม้สกุลหวาย เนื่องจากสีสันสดใส และระยะเวลาใช้งานนาน ส่วนตลาดในประเทศ ขณะนี้ดอกกล้วยไม้เป็นที่นิยมมากขึ้นกว่าอดีต เห็นได้จากงานพิธีและเทศกาลต่างๆ ผู้จัดงานหันมาใช้ดอกกล้วยไม้กันมากขึ้น เนื่องจากระยะใช้งานนาน และราคาไม่แพง จากเดิม นิยมไม้ตัดดอกประเภทอื่นๆ โดยเฉพาะดอกกุหลาบ เท่ากับความต้องการกล้วยไม้แนวโน้มเพิ่มขึ้น ทั้งตลาดในและต่างประเทศ คาดว่าปีนี้ มูลค่าส่งออกกล้วยไม้ ทั้งดอกและต้นกล้วยไม้ จะสูงเกือบ 60 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เทียบปี 2546 เพิ่มขึ้น 33.3% คาดว่าปี 2548 ไทยจะส่งออกกล้วยไม้เพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 10-20% เทียบปีนี้ เนื่องจากการส่งออกตลาดหลักๆ ยังคงขยายตัว ผู้ส่งออกกล้วยไม้ไทย สามารถเปิดตลาดใหม่ๆ เช่น ประเทศแถบแอฟริกา ตะวันออกกลาง เอเชียใต้ รัสเซีย เป็นต้น รวมทั้งยังส่งเสริมตลาดกล้วยไม้ขยายตัว โดยผลิตช่อดอกกล้วยไม้สำหรับติดหน้าอก เพื่อส่งออกจำหน่าย ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดีจากลูกค้าต่างประเทศ ลู่ทางขยายการส่งออกดอกกล้วยไม้ใหม่ๆ ได้แก่ ส่งออกดอกกล้วยไม้ร่วง ซึ่งปกติ โรงงานส่งออกดอกกล้วยไม้จะทิ้ง แต่หากแช่น้ำให้ดอกไม้อิ่มน้ำ และนำไปผึ่งให้แห้ง ใส่ถุงพลาสติก เพื่อส่งออกจำหน่ายให้ร้านอาหาร เพื่อนำไปประดับจานอาหาร หรือประดับแก้วเครื่องดื่ม จะเป็นอีกตลาด สร้างมูลค่าเพิ่มให้ตลาดกล้วยไม้ รวมทั้งขยายตลาดส่งออก โดยเปิดจำหน่ายดอกกล้วยไม้ทางอินเทอร์เนต เพื่อให้ลูกค้ามีโอกาสสั่งซื้อกล้วยไม้ได้ทันที และเป็นสมาชิกตัวแทนจำหน่ายกล้วยไม้ระบบขายตรงทั่วโลก ตลาดส่งออกกล้วยไม้ไทย ยังขยายตัวต่อเนื่อง แนวโน้มตลาดส่งออกดอกกล้วยไม้ที่สำคัญของไทย มีดังนี้ - ญี่ปุ่น ไทยส่งออกกล้วยไม้ไปตลาดญี่ปุ่นอันดับ 1 มาตลอด สัดส่วนส่งออกตลาดญี่ปุ่น อันดับ 1 ทั้งการส่งออกดอกกล้วยไม้และต้นกล้วยไม้ ซึ่งตลาดญี่ปุ่น กล้วยไม้ไทยต้องแข่งกับสิงคโปร์ มาเลเซีย ไต้หวัน และนิวซีแลนด์ รวมทั้งยังต้องแข่งกับไม้ตัดดอกประเภทอื่นๆ โดยเฉพาะดอกเบญจมาศจากเนเธอร์แลนด์ ไต้หวัน มาเลเซีย เกาหลีใต้ ไต้หวัน และจีน ดอกกุหลาบและลิลลี่จากอินเดีย เนเธอร์แลนด์ และเกาหลีใต้ อย่างไรก็ตาม กล้วยไม้ไทยเป็นที่ชื่นชอบของคนญี่ปุ่น ที่นิยมดอกไม้ต่างถิ่นที่มีความสวยงามแปลกแตกต่างออกไป (Exotic Beauty) ไทยนับว่าครองตลาดไม้ตัดดอกนำเข้าอันดับ 2 รองจากเนเธอร์แลนด์ ปัจจุบัน ความต้องการไม้ตัดดอกในญี่ปุ่นอยู่ในเกณฑ์สูง เฉลี่ย มูลค่าตลาดไม้ตัดดอกในญี่ปุ่น 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี ศูนย์ส่งเสริมไม้ดอกญี่ปุ่น (The Japanese Flower Promotion Centre) คาดว่าปี 2548 ความต้องการไม้ตัดดอกของญี่ปุ่น ยังคงขยายตัวอีกเกือบเท่าตัว เป็นผลจากในญี่ปุ่น มีหลากหลายเทศกาล ที่ให้ของขวัญ เช่น วันแม่ ช่วงเดือนแห่งการแต่งงาน พฤษภาคม มิถุนายน และธันวาคม เทศกาลไหว้บรรพบุรุษ (The Prayer Month of Obon) ช่วงกรกฎาคม เป็นต้น รวมทั้งใช้ไม้ตัดดอกในชีวิตประจำวัน ทำให้ความต้องการไม้ตัดดอกเพิ่มขึ้น จากเดิมต้องการไม้ตัดดอกเฉพาะบางโอกาส หรือบางสถานที่ เช่น โรงแรม จัดงานปาร์ตี้ เป็นต้น ทำให้ตลาดไม้ตัดดอกของญี่ปุ่น เป็นที่สนใจของประเทศผู้ส่งออกไม้ตัดดอกทั่วโลก ผู้ส่งออกกล้วยไม้ไทย ต้องเผชิญการแข่งขันรุนแรงในญี่ปุ่น -สหรัฐฯ ครองอันดับ 2 ส่งออกกล้วยไม้ไทย แนวโน้มส่งออกยังคงเพิ่มขึ้น ปัจจุบัน มูลค่าตลาดกล้วยไม้ในสหรัฐฯ ประมาณ 50-60 ล้านดอลลาร์ต่อปี โดยไทย ส่วนแบ่งตลาดถึง 98% ของการนำเข้ากล้วยไม้พันธุ์ Dendrobium ส่วนแบ่งตลาดประมาณ 60% ของการนำเข้ากล้วยไม้พันธุ์อื่นๆ (Non-Dendrobium) อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องจับตามองสำหรับการส่งออกตลาดสหรัฐฯ คือการพัฒนา และเพิ่มศักยภาพผลิตกล้วยไม้ มลรัฐฮาวาย รวมทั้งมลรัฐอื่นๆ ที่เริ่มหันมาลงทุนปลูกกล้วยไม้ -สหภาพยุโรป เป็นประเทศสำคัญนำเข้ากล้วยไม้พันธุ์ Dendrobium มูลค่านำเข้าเฉลี่ย 21 ล้านยูโรต่อปี คิดเป็น 3% ของการนำเข้าไม้ตัดดอกทั้งหมดของสหภาพยุโรป ประเทศสหภาพยุโรปที่ต้องการกล้วยไม้มาก คืออิตาลี ประมาณ 67% ของการนำเข้ากล้วยไม้ทั้งหมด รองลงมา คือเนเธอร์แลนด์ โดยไทย เป็นประเทศส่งออกกล้วยไม้สำคัญของสหภาพยุโรป ส่วนแบ่งตลาดประมาณ 87% รองลงมา เป็นสิงคโปร์ แอฟริกาใต้ และนิวซีแลนด์ ประเด็นพึงระวังสำหรับส่งออกกล้วยไม้ คือสหภาพยุโรป มีนโยบายจัดระบบมาตรฐานสินค้าเกษตรให้ประเทศผู้ส่งออก เพื่อสร้างมาตรฐานสุขอนามัยด้านพืช ให้เป็นที่ยอมรับ ทั้งประเทศผู้นำเข้าและส่งออก โดยส่วนของไทย ศึกษาและวิเคราะห์มาตรฐานสินค้าเกษตรกลุ่มกล้วยไม้ เนื่องจากไทยเป็นผู้ส่งออกรายสำคัญ มีปัญหาตรวจพบเพลี้ยไฟ โดยเฉพาะผู้ปลูกรายเล็ก ทำให้ขาดการบำรุงรักษา หรือใช้ปุ๋ยคุณภาพต่ำ การแก้ปัญหาเพลี้ยไฟ บริษัทผู้ส่งออกกล้วยไม้ ร่วมมือกับกรมส่งเสริมการเกษตร หามาตรการป้องกัน ถ้าพบผู้ปลูกกล้วยไม้ไม่แก้ไข บริษัทจะถอนสัญญาที่ส่งให้บริษัทชั่วคราว ส่วนขั้นตอนรมยา บริษัทผู้ส่งออก จะดำเนินการเอง โดยอาจต้องปรับโรงรมยา หรือปรับตัวยาให้แรงขึ้น ต้องคำนึงถึงผลกระทบคุณภาพสินค้าด้วย

29 มกราคม 2553

มิตรลาวส่งออกน้ำตาลล็อตแรกไปสหภาพยุโรป

บริษัท น้ำตาลมิตรลาว จำกัด ในกลุ่มมิตรผล ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายน้ำตาล ภายใต้แบรนด์ “มิตรลาว” ได้ฤกษ์โหลดน้ำตาลทรายดิบคุณภาพสูงล็อตแรก ลงเรือไปจำหน่ายยังสหภาพยุโรปแล้ววันนี้ พร้อมเดินหน้าเร่งส่งเสริมเกษตรกรชาวไร่อ้อยเพิ่มผลผลิตป้อนโรงงานรอบการผลิต 2552/2553 ไม่น้อยกว่า 70% นายบรรเทิง ว่องกุศลกิจ กรรมการผู้จัดการ บริษัท น้ำตาลมิตรลาว จำกัด กล่าวว่า ในรอบการผลิต 2551/2552 มิตรลาวมีปริมาณอ้อยเข้าหีบทั้งสิ้น 230,000 ตันอ้อย คิดเป็นน้ำตาลที่ผลิตได้ทั้งสิ้น 23,150 ตัน โดยบริษัทฯ ได้จัดสรรน้ำตาลจำนวน 22,940 ตัน ส่งจำหน่ายไปยังสหภาพยุโรปตามสัญญาที่ทำไว้กับบริษัท เทด แอนด์ ไลล์ ผู้ค้าน้ำตาลรายใหญ่ของโลก ผ่านกระบวนการโลจิสติกส์โดยบริษัท ยูไนเต็ด แสตนดาร์ด เทอร์มินัล จำกัด(มหาชน) ซึ่งดำเนินการขนส่งน้ำตาลจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) มายังท่าเรือ แหลมฉบัง และส่งต่อให้บริษัท อ่าวไทยคลังสินค้า จำกัด ดำเนินการส่งออก โดยจะใช้เวลาขนส่งประมาณ 40 วันจึงจะขึ้นน้ำตาลที่ลอนดอน ประเทศอังกฤษ ส่วนน้ำตาลที่เหลือบริษัทฯคาดว่าจะจัดจำหน่ายเพื่อการบริโภคภายในสปป.ลาว ได้ในไตรมาส 3/2552 ปัจจุบันบริษัทฯ ได้ขยายพื้นที่เพาะปลูกไปยังเมืองอุทุมพร แขวงสะหวันนะเขต และเมืองเซบั้งไฟ แขวงคำม่วน ซึ่งอยู่ใกล้เคียง โดยมีพื้นที่ปลูกอ้อยในปีการผลิต 2551/2552 เป็นจำนวนทั้งสิ้น 40,000 ไร่ และคาดว่าในปี การผลิต 2552/53 บริษัทฯจะขอสัมปทานพื้นที่เพิ่มอีก 62,500 ไร่ เพื่อขยายกำลังการผลิต เป็น 450,000 ตันอ้อย หรือราว 5,000 ตัน/วัน ซึ่งจะทำให้สามารถผลิตน้ำตาลได้ประมาณ 50,000 ตัน “จากผลผลิตอ้อยที่ได้ตามเป้าในรอบการผลิต 25521/2552 ทำให้เรายิ่งสนับสนุนให้มีการส่งเสริมให้ชุมชน ในพื้นที่รอบโรงงานปลูกอ้อยอย่างถูกวิธี เพื่อให้ได้อ้อยคุณภาพที่มีค่าความหวานและผลผลิตต่อไร่สูงขึ้น รวมถึงเร่งขยายพื้นที่แปลงปลูกเพื่อให้รองรับกำลังการผลิตที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต ซึ่งเป็นการสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งให้กับธุรกิจของกลุ่มมิตรผลในประเทศลาว โดยเราคาดว่าด้วยระบบการส่งเสริมที่มีประสิทธิภาพจะสามารถ เพิ่มชาวไร่อ้อยคู่สัญญาได้อีกไม่น้อยกว่า 300 ราย จากเดิมที่มีอยู่แล้วจำนวน 500 ราย” นายบรรเทิงกล่าวสรุป บริษัท น้ำตาลมิตรลาว จำกัด มีทุนจดทะเบียน 20 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 730 ล้านบาท ได้รับสัมปทานพื้นที่ปลูกอ้อยและก่อสร้างโรงงานผลิตน้ำตาลจากรัฐบาลของสปป.ลาว เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2549 บนพื้นที่ 62,500 ไร่ อายุสัมปทาน 40 ปี และสามารถขอต่อสัมปทานสิทธิ์ได้อีก 20 ปี โดยใช้เงินลงทุนประมาณ 63 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 2,300 ล้านบาท

มิตรลาวส่งออกน้ำตาลล็อตแรกไปสหภาพยุโรป

บริษัท น้ำตาลมิตรลาว จำกัด ในกลุ่มมิตรผล ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายน้ำตาล ภายใต้แบรนด์ “มิตรลาว” ได้ฤกษ์โหลดน้ำตาลทรายดิบคุณภาพสูงล็อตแรก ลงเรือไปจำหน่ายยังสหภาพยุโรปแล้ววันนี้ พร้อมเดินหน้าเร่งส่งเสริมเกษตรกรชาวไร่อ้อยเพิ่มผลผลิตป้อนโรงงานรอบการผลิต 2552/2553 ไม่น้อยกว่า 70% นายบรรเทิง ว่องกุศลกิจ กรรมการผู้จัดการ บริษัท น้ำตาลมิตรลาว จำกัด กล่าวว่า ในรอบการผลิต 2551/2552 มิตรลาวมีปริมาณอ้อยเข้าหีบทั้งสิ้น 230,000 ตันอ้อย คิดเป็นน้ำตาลที่ผลิตได้ทั้งสิ้น 23,150 ตัน โดยบริษัทฯ ได้จัดสรรน้ำตาลจำนวน 22,940 ตัน ส่งจำหน่ายไปยังสหภาพยุโรปตามสัญญาที่ทำไว้กับบริษัท เทด แอนด์ ไลล์ ผู้ค้าน้ำตาลรายใหญ่ของโลก ผ่านกระบวนการโลจิสติกส์โดยบริษัท ยูไนเต็ด แสตนดาร์ด เทอร์มินัล จำกัด(มหาชน) ซึ่งดำเนินการขนส่งน้ำตาลจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) มายังท่าเรือ แหลมฉบัง และส่งต่อให้บริษัท อ่าวไทยคลังสินค้า จำกัด ดำเนินการส่งออก โดยจะใช้เวลาขนส่งประมาณ 40 วันจึงจะขึ้นน้ำตาลที่ลอนดอน ประเทศอังกฤษ ส่วนน้ำตาลที่เหลือบริษัทฯคาดว่าจะจัดจำหน่ายเพื่อการบริโภคภายในสปป.ลาว ได้ในไตรมาส 3/2552 ปัจจุบันบริษัทฯ ได้ขยายพื้นที่เพาะปลูกไปยังเมืองอุทุมพร แขวงสะหวันนะเขต และเมืองเซบั้งไฟ แขวงคำม่วน ซึ่งอยู่ใกล้เคียง โดยมีพื้นที่ปลูกอ้อยในปีการผลิต 2551/2552 เป็นจำนวนทั้งสิ้น 40,000 ไร่ และคาดว่าในปี การผลิต 2552/53 บริษัทฯจะขอสัมปทานพื้นที่เพิ่มอีก 62,500 ไร่ เพื่อขยายกำลังการผลิต เป็น 450,000 ตันอ้อย หรือราว 5,000 ตัน/วัน ซึ่งจะทำให้สามารถผลิตน้ำตาลได้ประมาณ 50,000 ตัน “จากผลผลิตอ้อยที่ได้ตามเป้าในรอบการผลิต 25521/2552 ทำให้เรายิ่งสนับสนุนให้มีการส่งเสริมให้ชุมชน ในพื้นที่รอบโรงงานปลูกอ้อยอย่างถูกวิธี เพื่อให้ได้อ้อยคุณภาพที่มีค่าความหวานและผลผลิตต่อไร่สูงขึ้น รวมถึงเร่งขยายพื้นที่แปลงปลูกเพื่อให้รองรับกำลังการผลิตที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต ซึ่งเป็นการสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งให้กับธุรกิจของกลุ่มมิตรผลในประเทศลาว โดยเราคาดว่าด้วยระบบการส่งเสริมที่มีประสิทธิภาพจะสามารถ เพิ่มชาวไร่อ้อยคู่สัญญาได้อีกไม่น้อยกว่า 300 ราย จากเดิมที่มีอยู่แล้วจำนวน 500 ราย” นายบรรเทิงกล่าวสรุป บริษัท น้ำตาลมิตรลาว จำกัด มีทุนจดทะเบียน 20 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 730 ล้านบาท ได้รับสัมปทานพื้นที่ปลูกอ้อยและก่อสร้างโรงงานผลิตน้ำตาลจากรัฐบาลของสปป.ลาว เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2549 บนพื้นที่ 62,500 ไร่ อายุสัมปทาน 40 ปี และสามารถขอต่อสัมปทานสิทธิ์ได้อีก 20 ปี โดยใช้เงินลงทุนประมาณ 63 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 2,300 ล้านบาท

มิตรลาวส่งออกน้ำตาลล็อตแรกไปสหภาพยุโรป

บริษัท น้ำตาลมิตรลาว จำกัด ในกลุ่มมิตรผล ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายน้ำตาล ภายใต้แบรนด์ “มิตรลาว” ได้ฤกษ์โหลดน้ำตาลทรายดิบคุณภาพสูงล็อตแรก ลงเรือไปจำหน่ายยังสหภาพยุโรปแล้ววันนี้ พร้อมเดินหน้าเร่งส่งเสริมเกษตรกรชาวไร่อ้อยเพิ่มผลผลิตป้อนโรงงานรอบการผลิต 2552/2553 ไม่น้อยกว่า 70% นายบรรเทิง ว่องกุศลกิจ กรรมการผู้จัดการ บริษัท น้ำตาลมิตรลาว จำกัด กล่าวว่า ในรอบการผลิต 2551/2552 มิตรลาวมีปริมาณอ้อยเข้าหีบทั้งสิ้น 230,000 ตันอ้อย คิดเป็นน้ำตาลที่ผลิตได้ทั้งสิ้น 23,150 ตัน โดยบริษัทฯ ได้จัดสรรน้ำตาลจำนวน 22,940 ตัน ส่งจำหน่ายไปยังสหภาพยุโรปตามสัญญาที่ทำไว้กับบริษัท เทด แอนด์ ไลล์ ผู้ค้าน้ำตาลรายใหญ่ของโลก ผ่านกระบวนการโลจิสติกส์โดยบริษัท ยูไนเต็ด แสตนดาร์ด เทอร์มินัล จำกัด(มหาชน) ซึ่งดำเนินการขนส่งน้ำตาลจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) มายังท่าเรือ แหลมฉบัง และส่งต่อให้บริษัท อ่าวไทยคลังสินค้า จำกัด ดำเนินการส่งออก โดยจะใช้เวลาขนส่งประมาณ 40 วันจึงจะขึ้นน้ำตาลที่ลอนดอน ประเทศอังกฤษ ส่วนน้ำตาลที่เหลือบริษัทฯคาดว่าจะจัดจำหน่ายเพื่อการบริโภคภายในสปป.ลาว ได้ในไตรมาส 3/2552 ปัจจุบันบริษัทฯ ได้ขยายพื้นที่เพาะปลูกไปยังเมืองอุทุมพร แขวงสะหวันนะเขต และเมืองเซบั้งไฟ แขวงคำม่วน ซึ่งอยู่ใกล้เคียง โดยมีพื้นที่ปลูกอ้อยในปีการผลิต 2551/2552 เป็นจำนวนทั้งสิ้น 40,000 ไร่ และคาดว่าในปี การผลิต 2552/53 บริษัทฯจะขอสัมปทานพื้นที่เพิ่มอีก 62,500 ไร่ เพื่อขยายกำลังการผลิต เป็น 450,000 ตันอ้อย หรือราว 5,000 ตัน/วัน ซึ่งจะทำให้สามารถผลิตน้ำตาลได้ประมาณ 50,000 ตัน “จากผลผลิตอ้อยที่ได้ตามเป้าในรอบการผลิต 25521/2552 ทำให้เรายิ่งสนับสนุนให้มีการส่งเสริมให้ชุมชน ในพื้นที่รอบโรงงานปลูกอ้อยอย่างถูกวิธี เพื่อให้ได้อ้อยคุณภาพที่มีค่าความหวานและผลผลิตต่อไร่สูงขึ้น รวมถึงเร่งขยายพื้นที่แปลงปลูกเพื่อให้รองรับกำลังการผลิตที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต ซึ่งเป็นการสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งให้กับธุรกิจของกลุ่มมิตรผลในประเทศลาว โดยเราคาดว่าด้วยระบบการส่งเสริมที่มีประสิทธิภาพจะสามารถ เพิ่มชาวไร่อ้อยคู่สัญญาได้อีกไม่น้อยกว่า 300 ราย จากเดิมที่มีอยู่แล้วจำนวน 500 ราย” นายบรรเทิงกล่าวสรุป บริษัท น้ำตาลมิตรลาว จำกัด มีทุนจดทะเบียน 20 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 730 ล้านบาท ได้รับสัมปทานพื้นที่ปลูกอ้อยและก่อสร้างโรงงานผลิตน้ำตาลจากรัฐบาลของสปป.ลาว เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2549 บนพื้นที่ 62,500 ไร่ อายุสัมปทาน 40 ปี และสามารถขอต่อสัมปทานสิทธิ์ได้อีก 20 ปี โดยใช้เงินลงทุนประมาณ 63 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 2,300 ล้านบาท

ส่งออกยางพาราไทย ไปยังตลาดใหญ่อย่างประเทศจีน

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อครับว่าประเทศไทยเป็นผู้ผลิตและส่งออกยางพารารายใหญ่ที่สุดในโลก และก็หนีไม่พ้นประเทศจีนที่เป็นประเทศนำเข้ายางพาราเป็นอันดับต้นๆ เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมต่อไป ส่วนประเภทของยางพาราที่ไทยส่งออกส่วนใหญ่เป็นยางแผ่นรมควัน รองลงมาคือ ยางแท่งและน้ำยางข้น ปัจจัยสำคัญที่ทำให้จีนเป็นตลาดส่งออกยางพาราที่น่าสนใจ คือ
จีนมีความต้องการใช้ยางพาราสูงกว่าปริมาณยางพาราที่ผลิตได้ค่อนข้างมาก เนื่องจากในปัจจุบันมีนักลงทุนจากต่างชาติเข้าไปลงทุนตั้งฐานการผลิตยางรถยนต์ในจีนเพิ่มขึ้น ทำให้ในปี 2543 จีนมีความต้องการใช้ยางพาราสูงถึง 970,000 ตัน/ปี ซึ่งมาเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากสหรัฐอเมริกา ขณะที่จีนสามารถผลิตยางพาราได้ประมาณ 500,000 ตัน/ปี เท่านั้น ทำให้จีนต้องนำเข้ายางพาราจากต่างประเทศสูงถึง 470,000 ตัน/ปี
ต้นทุนการผลิตยางพาราของจีนค่อนข้างสูง เนื่องจากสภาพภูมิอากาศที่ไม่เหมาะสม โดยจีนสามารถปลูกยางพาราได้เฉพาะพื้นที่ในมณฑลทางใต้เท่านั้น ประกอบกับเกษตรกรสวนยางของจีนไม่มีความชำนาญในการเพาะปลูกยางพารา ทำให้ต้นทุนการผลิตยางพาราของจีนค่อนข้างสูง เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ รวมทั้งประเทศไทย


ส่งออกยางพาราไทย
อัตราภาษีรัฐบาลจีนเรียกเก็บภาษีนำเข้ายางพาราเฉลี่ยร้อยละ 20 ของราคานำเข้า (ตอนเข้าร่วมกับ WTO) การนำเข้ายางพารามาเพื่อผลิตส่งออก สามารถนำเข้าได้เสรี โดยไม่มีโควต้านำเข้า แต่ต้องเสียภาษีนำเข้าตามอัตราที่กำหนด อย่างไรก็ตาม ผู้ส่งออกที่นำเข้ายางพาราสามารถขอคืนภาษีนำเข้าได้อีกด้วย (บทความนี้มาจาก eThaiTrade.com) ประเภทของยางพาราที่จีนนำเข้าจากไทย ยางพาราที่จีนนำเข้าจากไทยมากที่สุด คือ ยางแท่ง โดยมีสัดส่วนถึงร้อยละ 47 ของมูลค่าการนำเข้ายางพาราทั้งหมดจากไทย รองลงมาคือ ยางแผ่นรมควัน (ร้อยละ 41.8) โดยยางพาราส่วนใหญ่จีนนำเข้าไปเพื่อใช้ผลิตยางรถยนต์

เอกสารที่ใช้ในการส่งออกยางพารา
1. ขออนุญาตเป็นผู้ค้ายาง หรือแบบ ยาง 4 (ฝ่ายควบคุมยาง สถาบันวิจัยยาง)
2. ขออนุญาตมียางไว้ในครอบครอง หรือแบบ ยาง 16 (ฝ่ายควบคุมยาง สถาบันวิจัยยาง)
3. ขออนุญาตเป็นผู้ส่งออกยางนอกราชอาณาเขต หรือแบบยาง 10 (ฝ่ายควบคุมยาง สถาบันวิจัยยาง) พร้อมค่าธรรมเนียมฉบับละ 100 บาท
4. ขอใบผ่านด่านศุลกากรในการส่งยางออกนอกราชอาณาจักร หรือแบบยาง 12 (ฝ่ายควบคุมยาง สถาบันวิจัยยาง)
5. ชำระเงินสงเคราะห์กองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (ฝ่ายการเงิน สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง)
6. พิธีการศุลกากร (กรมศุลกากร)

25 มกราคม 2553

ผลไม้เมืองร้อนไทย สยายปีกตีตลาดจีน
สาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นตลาดส่งออกสินค้าเกษตรสำคัญของไทย โดยมีมูลค่าส่งออกสูงถึง 200,000 ล้านบาทต่อปี และมีสินค้าส่งออกหลัก ได้แก่ ยางพารา ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ข้าว ผลไม้ สดแช่เย็น-แช่แข็งและแห้ง ปลาสดแช่เย็น-แช่แข็ง กุ้งสดแช่เย็น-แช่แข็ง ปลาหมึกสดแช่เย็น-แช่แข็ง กล้วยไม้ สัตว์น้ำ จำพวกครัสตาเซีย และตะพาบน้ำ เป็นต้น ขณะนี้ผลไม้ไทยกำลังได้รับความนิยมจากผู้บริโภคชาวจีนอย่างมาก ทำให้ไทยสามารถส่งออกผลไม้คุณภาพดีไปจีนได้ปีละกว่า 5,000 ล้านบาท และปีนี้คาดว่ามูลค่าส่งออกจะมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอีก เนื่องจากกระทรวง เกษตรฯ เร่งสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพสินค้า และความปลอดภัยทางอาหารให้กับผู้นำเข้า ซึ่งเป็นช่องทางที่จะช่วยขยายตลาดส่งออกผลไม้ไทยในจีนได้เพิ่มมากขึ้น
นายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯ มอบหมายให้สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตร และอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ร่วมกับสำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศประจำกรุงปักกิ่ง ภาคเอกชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการจัดโรดโชว์ ศักยภาพผลไม้เมืองร้อนของไทยได้แก่ ทุเรียน มังคุด ลำไย เงาะ ลองกอง ส้มโอ และ กล้วยไข่ ที่ตลาดขายส่งสินค้าเกษตรซินฟาตี้ ณ กรุงปักกิ่ง ภายใต้ ชื่อ “ผลไม้มงคล สดจากไทยปลอดภัยได้มาตรฐานสากล”
การจัดโรดโชว์ครั้งนี้ ยังเป็นการเปิดเวทีให้ผู้ส่งออกผลไม้ของไทยได้พบปะกับผู้นำเข้าและลูกค้าชาวจีนที่มาซื้อผลไม้ ณ ตลาดผลไม้กรุงปักกิ่ง ซึ่งจะทำให้ได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาการผลิตสินค้าเกษตรให้ตรงตามความต้องการของตลาด ซึ่งผลการจัดงานปรากฏว่าได้รับความสนใจจากผู้นำเข้า ผู้ค้าส่ง-ค้าปลีก และผู้บริโภคชาวจีนเป็นจำนวนมาก
ปัจจุบันรัฐบาลจีนอนุญาตให้นำเข้าผลไม้ไทย จำนวน 23 ชนิด สำหรับผลไม้ที่ได้รับความนิยม ได้ แก่ ทุเรียน มังคุด ลำไย กล้วยไข่ ชมพู่ทับทิมจันทร์ มะม่วงน้ำดอกไม้ เงาะโรงเรียน ส้มโอ มะขามหวาน มะพร้าวน้ำหอม ส้ม เปลือกล่อน น้อยหน่า และแก้วมังกร นอกจากนั้นยังมีผลไม้แปรรูปหลายชนิดกำลังเป็นที่นิยมด้วย อาทิ ลำไยอบแห้ง ทุเรียนทอดกรอบ กล้วยอบกรอบ ขนุนและสับปะรดอบกรอบ เป็นต้น
ประเทศไทยได้เปิดช่องทางขนส่งสินค้าผลไม้ไปจีนเส้นทางใหม่ คือ เส้นทาง R9 จากจังหวัดมุกดาหารผ่านลาว เวียดนาม เข้าสู่ด่านโหย่อี้กว่าน เมืองผิงเสียง มณฑลกวางสีของจีน ระยะทางรวมประมาณ 1,200 กิโลเมตร ซึ่งการลำเลียงสินค้าไปยังปลายทางจะใช้ระยะเวลาสั้น ประมาณ 2-3 วัน ทำให้ชาวจีนที่อยู่ห่างไกลมีโอกาสบริโภคผลไม้ไทยที่ยังสด ใหม่ รสชาติดี และคงคุณค่าทางโภชนาการที่สมบูรณ์เหมือนกับสินค้าที่คน ไทยได้บริโภค อนาคตคาดว่าการเปิดเส้นทาง R9 จะช่วยให้ไทยสามารถกระจายสินค้า ผลไม้และสินค้าเกษตรอื่น ๆ ไปจีนได้เพิ่มขึ้น 20-30% หรือประมาณ 1,000-1,500 ล้านบาท
นางสาวเมทนี สุคนธรักษ์ ผอ.สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) กล่าวเพิ่มเติมว่า การเยือนจีนครั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ได้หารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงควบคุมคุณภาพและตรวจสอบกักกันโรค (AQSIQ) แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยฝ่ายไทยขอให้ AQSIQ มั่นใจในสินค้าเกษตรและอาหารจากไทยโดยเฉพาะผลไม้
นอกจากนั้น AQSIQ ยังได้เสนอ ให้มีการทำความร่วมมือในการขนส่งสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้นอีก 1 เส้นทาง คือ เส้นทาง R3 ที่เชื่อมระหว่างจังหวัดเชียงรายไปยังมณฑลยูนนานของจีน ซึ่งการขนส่งสินค้าผ่านเส้นทางนี้ จะทำให้เกิดการค้าสินค้าผักและผลไม้ระหว่างกันเพิ่มมากขึ้นและทั้ง 2 ฝ่ายยังได้หารือถึงแนวทางการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช พร้อมพิจารณาความก้าวหน้าเรื่องคงค้างระหว่างกัน
หลังเปิดเขตเสรีทางการค้าหรือ เอฟทีเอ (FTA) ระหว่างไทย-จีน ที่มีการปรับ ลดภาษีนำเข้าตามข้อตกลงเหลือร้อยละ 0 ส่งผลให้มีการขยายการค้าสินค้าผักและผลไม้ เพิ่มขึ้น โดยไทยเป็นฝ่ายได้ดุลการค้า และการเปิดใช้เส้นทาง R9 ขนส่งสินค้า ผลไม้ทางบกไปยังจีนจะเป็นช่องทางสำคัญที่ช่วยกระจายสินค้าผลไม้ไปจีนได้เพิ่มมากขึ้นและรวดเร็วด้วย โดยเฉพาะช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดกระจุกตัวมาก คาดว่าจะสามารถช่วยระบายสินค้าออกจากแหล่งผลิตและช่วยลดปัญหาสินค้าล้นตลาดได้