15 กุมภาพันธ์ 2553

Anita Silk ผ้าไหมไทยครองใจคนทั่วโลก

Anita Silk ผ้าไหมไทยครองใจคนทั่วโลก

supported by SME THAILAND
“จริงๆ แล้ว Anita Silk ทำตลาดต่างประเทศมาตั้งแต่รุ่นคุณยายเมื่อสมัยเกือบ 50 ปีที่แล้ว ตอนนั้นมีร้านผ้าไหมเล็กๆ อยู่ที่สุรวงศ์ ยังไม่ได้อยู่สีลมเหมือนตอนนี้ ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นแอร์โฮสเตสชาวต่างชาติ ทุกครั้งที่บินมาก็จะมาตัดเสื้อผ้าที่นี่ ลูกค้าพวกนี้ก็เริ่มมาถามว่าอยากส่งออกไปประเทศอื่นไหม คุณยายก็เห็นว่าดีเลยบอกว่าลองดูก็ได้ คุณยายเป็นคนเก่ง พูดภาษาอังกฤษได้ซึ่งสมัยนั้นไม่ค่อยมีใครพูดได้” คำบอกเล่าจากปากทายาทรุ่นหลานอย่าง “รสริน พุฒิพรรณพงศ์” และ “อภิภาวดี พุฒิพรรณพงศ์” ผู้สืบทอดกิจการผ้าไหมต่อจากคุณยายตอกย้ำให้เห็นว่าเส้นทางสู่ตลาดโลกของ Anita Silk ได้ถูกบุกเบิกตลาดมาตั้งแต่รุ่นผู้ก่อตั้งธุรกิจแล้ว โดย พวกเธอได้ขยายความให้ฟังว่า Anita Silk จดทะเบียนธุรกิจในปี1959 (พ.ศ.2502) แต่จริงๆ แล้วทำธุรกิจมาก่อนหน้านั้นอีก โดยเป็นร้านผ้าไหม รับตัดเย็บเสื้อผ้าทั่วไป เพราะมีโรงทอผ้าเป็นของตัวเอง พอต่อจากรุ่นคุณยายก็มาเป็นคุณแม่ ซึ่งยังคงทำตามแบบคุณยายอยู่ คือเน้นตัดเย็บเสื้อผ้า จนกระทั่งมาถึงรุ่นหลานซึ่งได้เกิดไอเดียในการพัฒนาสินค้ารูปแบบใหม่ๆ โดยนำเอาผ้าไหมที่เป็นจุดเด่นของธุรกิจมาประยุกต์ทำเป็น Accessory ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ผ้าม่าน ผ้าคลุมเตียง หมอนอิง กรอบรูป กระเป๋า และอื่นๆ อีกจิปาถะ เพื่อขยายตลาดให้เติบโตยิ่งขึ้น

จนมาถึงวันนี้ต้องยอมรับว่า แนวคิดใหม่ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าไหมเพื่อผลิตเป็น Accessory นั้น เป็นแนวคิดที่ถูกต้องเพราะ Anita Silk ได้รับความสนใจและสามารถขยายตลาดได้มากกว่า 30 ประเทศทั่วโลก “การส่งออกสมัยคุณยายนั้น 100 เปอร์เซ็นต์ ลูกค้ามาซื้อโดยตรง แต่ส่งออกในยุคนี้ต่างออกไป คือจะผ่านคนกลาง หรือที่เรียกว่า เอเย่นต์ และที่สำคัญสมัยก่อนเรายังไม่มีแบรนด์เป็นของตัวเอง แบรนด์ Anita Silk เพิ่งมามีในช่วงหลังที่รุ่นหลานๆ เข้ามาทำประมาณสัก 10 กว่าปีเห็นจะได้ รุ่นคุณยายไม่มีการสร้างแบรนด์เลย คุณแม่ก็ไม่ได้สร้างแบรนด์เช่นกัน ส่วนใหญ่เป็นการติดยี่ห้อของลูกค้า อย่างแบรนด์ดังๆ ของโลกก็มาสั่งเราทำทั้งนั้น” รสริน เล่าถึงความแตกต่างของการส่งออกระหว่างยุคของคุณยายกับปัจจุบันอย่างไรก็ดี สิ่งที่เห็นอย่างชัดเจนสำหรับ Anita Silk ในตลาดโลกเวลานี้ คือ การพยายามสร้างแบรนด์ให้เข้มแข็งมากขึ้นเรื่อยๆ แม้จะส่งออกมาเป็นเวลานานหลายสิบปีแล้วก็ตาม แต่สำหรับเรื่องของแบรนด์นั้นยังถือว่าเพิ่งอยู่ในช่วงเริ่มต้นได้ไม่นาน

“จุดที่ทำให้คิดว่าต้องมีแบรนด์เป็นของตัวเอง นั่นก็คือ เราอยากให้คนเขารู้ว่าสินค้าที่มีคุณภาพนี้ ฉันทำนะ ไม่ใช่ยี่ห้อดังๆของเมืองนอก แต่ว่าเราก็ยังรับจ้างผลิตอยู่ เพราะบริษัทใหญ่ๆ ก็ยังอยากได้สินค้าในแบรนด์ของเขาเอง ซึ่งเราก็ไม่อยากจะเสียโอกาสตรงนั้น สำหรับชื่อแบรนด์ Anita Silk เอามาจากชื่อของคุณยายที่ชื่อ แอนนิต้า” นี่คือจุดเริ่มและที่มาของชื่อแบรนด์ Anita Silk ที่ทายาททั้งสองเล่าให้เราฟัง

ด้วยความที่ Anita Silk ให้ความสำคัญกับการทำตลาดในต่างประเทศมาตั้งแต่ยุคแรกๆ ส่งผลให้ปัจจุบันสัดส่วนการส่งออกมีมากถึง 80 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ตลาดในประเทศมีเพียง 20 เปอร์เซ็นต์ เรื่องนี้ผู้จัดการฝ่ายขายต่างประเทศของ Anita Silk อย่างรสริน เล่าให้ฟังอีกว่า เรามีการส่งออกไปทั่วทุกทวีป ทั้งเอเชีย ยุโรป ตะวันออกกลาง อเมริกา รวมแล้วประมาณ 20-30 ประเทศ แม้จะได้เปรียบคนอื่นตรงที่ทำด้านส่งออกมานาน แต่เมื่อต้องการขยายตลาดด้วยแบรนด์ตัวเอง ทำให้ Anita Silk ต้องพยายามสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักมากที่สุด โดยการออกงานแสดงสินค้าทั้งในและต่างประเทศ เพราะถือเป็นเวทีโชว์ตัวได้ดีที่สุด “เราออกงานที่เยอรมันปีละ 2 ครั้ง ออกงานแฟร์ในกรุงเทพฯด้วย เพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีกับเอเย่นต์จะได้พาลูกค้ามาหาเรา และก็มีลูกค้าติดต่อมาหาเราโดยตรง อย่างตอนนี้มีห้างโรบินสันที่สิงคโปร์กับมาเลเซียที่ติดต่อกับเราโดยตรงเพื่อนำสินค้าไปวางขาย อีกห้างหนึ่งที่น่าตกใจมากเพราะถ้าเป็นเมืองไทยห้างนี้จะเจาะกลุ่มแมสทั่วไป นั่นคือ คาร์ฟู แต่ในของต่างประเทศจะไม่เหมือนกัน เขาจะมีโซนของตกแต่งบ้านที่เป็นของราคาแพงอยู่ด้วย เขาก็เอาของเราไปวางขายที่นั่น และอย่างในอเมริกาของเราวางขายอยู่ในเชนสโตร์เกี่ยวกับของแต่งบ้านที่มีแต่ยี่ห้อดังๆ ซึ่งเขาก็มีเป็น 100 สาขากระจายอยู่ทั่วเลย”รสริน เล่าเสริม สำหรับสินค้าของ Anita Silk นั้นจะเป็นสินค้าที่มีคุณภาพและดีไซน์เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว เป็นแนวโมเดิลคลาสสิก เน้นเจาะกลุ่มลูกค้าไฮเอนด์เป็นหลัก เนื่องจากมีราคาอยู่ในระดับสูง ดังนั้นผลิตภัณฑ์ของ Anita Silk จึงไม่ใช่ว่าทุกคนจะสามารถซื้อไปขายได้ หากเป็นห้างสรรพสินค้าก็ต้องเป็นห้างระดับพรีเมี่ยม“ต่างชาติมองว่าของไทยแพง ยิ่งของ Anita Silk แล้วแพงหนักเข้าไปอีก แต่คุณภาพดี คือเราวางตัวเองว่าเป็นไฮเอนด์ มีกลุ่มเป้าหมายชัดเจน มีเหมือนกันที่ลูกค้าสั่งของเรา แต่แพง ซึ่งทำให้เขามีมาร์จิ้นไม่มาก ก็เปลี่ยนไปสั่งจากประเทศอื่น ปรากฎว่าคุณภาพไม่ได้ เขาก็ต้องยอมเสียแพงกลับมาสั่งเรา เพื่อให้ได้คุณภาพตามที่ต้องการ”รสริน ย้ำให้เห็นถึงตัวตนของ Anita Silk ขณะที่ตลาดในประเทศนั้น แม้ดูเหมือนสัดส่วนจะน้อยกว่าตลาดต่างประเทศอยู่มาก แต่ อภิภาวดี ในฐานะผู้จัดการฝ่ายขายในประเทศของ Anita Silk กลับบอกว่า ตลาดในประเทศก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ช่วยขยายตลาดในต่างประเทศได้ เนื่องจาก Anita Silk มีสาขาของตัวเองอยู่ 2 แห่ง คือ สีลมและสยามพารากอน ซึ่งถือเป็นโชว์รูมแสดงสินค้าได้อย่างดี นอกจากนั้นยังนำเอาสินค้าไปฝากขายที่ห้างสรรพสินค้าต่างๆ เช่น เซ็นทรัล เอ็มโพเรียม และคิงพาวเวอร์ โดยลูกค้าส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติ ซึ่งก็ได้ผลอย่างมาก เพราะมีลูกค้าส่งออกส่วนหนึ่งที่บอกว่าเห็นและรู้จัก Anita Silk จากที่สาขาของเรา หรือตามห้างสรรพสินค้าต่างๆดังที่กล่าวมาสำหรับลูกค้าต่างชาติใหม่ๆที่มีเข้ามา อีกส่วนหนึ่งก็เป็นผลมาจากอินเตอร์เน็ต เพราะได้ทำเว็บไซต์ Anita Silk ขึ้น แต่ด้วยสินค้าซึ่งเป็นผ้าไหม ดังนั้นลูกค้าจะตัดสินใจได้ก็ต่อเมื่อต้องเห็นของจริงและได้สัมผัสด้วยตัวเอง ซึ่งตรงนี้หากลูกค้าไม่สะดวกเดินทางมา ก็ต้องมีการจัดส่งตัวอย่างไปให้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องพิจารณาลูกค้าด้วยว่าน่าเชื่อถือมากน้อยแค่ไหน ซึ่งก็มีบ้างครั้งที่ส่งไปแล้วและเงียบหายไป ซึ่งต้องทำใจว่าธุรกิจต้องมีการลงทุนทั้งสิ้นอย่างไรก็ตาม ในมุมมองของผู้ประกอบการรุ่นใหม่ทั้งสองให้ความเห็นว่า สำหรับแบรนด์ไทยที่จะยืนอยู่ในตลาดโลกได้ สิ่งสำคัญคือ สินค้าของคุณต้องดี มีจุดเด่นและแตกต่างจากคนอื่น รวมถึงผู้ประกอบการต้องจริงใจและซื่อสัตย์กับลูกค้า ส่งของให้ตรงเวลา หากมีปัญหาติดขัดอะไรต้องแจ้งให้ลูกค้าทราบ อย่าหลอกลูกค้า เพราะจะขายได้ครั้งเดียว ซึ่งในความเป็นจริงแล้วสินค้าไทยเป็นของคุณภาพดี แต่ที่สู้ไม่ได้อาจเป็นเรื่องของราคา เพราะด้วยต้นทุนที่สูงกว่าเมื่อเทียบกับประเทศใกล้เคียง ดังนั้นต้องทำให้สินค้ามีคุณภาพคุ้มค่ากับราคาวางตำแหน่งการตลาดให้ชัดเจนว่าคุณจะสู้กับตลาดไหน แล้วเอาจุดเด่นออกมาขาย คุณถึงจะแข่งขันและยืนอยู่ในตลาดโลกได้ นั่นคือคำทิ้งท้ายที่เธอทั้งสองคนนี้ฝากไว้

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น